Skip to Content

เนื้อวัวแก่ หรือ เนื้อวัวหนุ่ม?  อ่านรหัส AUS-MEAT ให้เป็น

ปรุงเนื้อให้นุ่มอร่อยทุกเกรด

เนื้อวัวแก่ หรือ เนื้อวัวหนุ่ม?

อ่านรหัส AUS-MEAT ให้เป็น แล้วปรุงให้นุ่มอร่อยทุกเกรด

เคยหรือไม่? 😥🧐

ซื้อสเต็กนำเข้ามาด้วยความหวัง แต่พอลงมือย่างแล้วเคี้ยวเหนียวกว่าที่คิด ความนุ่มของเนื้อวัวไม่ได้ขึ้นกับราคาหรือประเทศต้นทางเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับอายุของวัว ส่วนของเนื้อ วิธีบ่ม และวิธีปรุง บทความนี้จะพาอ่านรหัสบนฉลากเนื้อออสเตรเลีย (AUS-MEAT) ให้เข้าใจ วิธีสังเกตเนื้อวัวอายุมาก และเทคนิคเปลี่ยนเนื้อที่ดูเหนียวให้กลายเป็นจานเด็ด

AUS-MEAT คืออะไร 
และอ่านอายุวัวจากตรงไหน

AUS-MEAT ย่อมาจาก Authority for the Uniform Specification of Meat and Livestock เป็นชุดภาษากลางที่ผู้เลี้ยง โรงชำแหละ ผู้ค้า และร้านอาหารในอุตสาหกรรมเนื้อออสเตรเลียใช้สื่อสารสเปกสินค้าให้ตรงกัน หนึ่งในตัวชี้วัดอายุคือ จำนวนฟันตัดแท้ (permanent incisors) ที่ขึ้นพ้นเหงือก ยิ่งมีน้อยแปลว่าวัวอายุน้อย และโดยทั่วไปเนื้อจะนุ่มกว่า

รหัสเกรด

ชื่อเต็ม

จำนวนฟันแท้

อายุโดยประมาณ

ลักษณะสัมผัสของเนื้อ

YG

Young Beef

ไม่เกิน 2 ซี่

ไม่เกิน ~30 เดือน

นุ่มที่สุด 
เส้นใยละเอียด สีสด

YP

Young Prime Beef

ไม่เกิน 4 ซี่

ไม่เกิน ~36 เดือน

นุ่มกำลังดี 
รสชาติเนื้อเข้มข้นขึ้น

S / SS

Ox / Steer

ไม่เกิน 7 ซี่ (S) / 8 ซี่ (SS)

ราว 42 เดือนขึ้นไป

เนื้อแน่น สู้ฟัน 
รสชาติเนื้อเข้มข้นจัด

A

Beef (หมวดทั่วไป)

0–8 ซี่

ไม่จำกัด

ครอบคลุม
วัวทุกช่วงวัย

หมายเหตุ: อายุในตารางเป็นค่าประมาณ เพราะเวลาที่ฟันขึ้นต่างกันตามสายพันธุ์และอาหารที่วัวได้รับ

รหัส A คือหมวด BEEF ที่กว้างที่สุด ครอบคลุมโคที่มีฟันตัดแท้ตั้งแต่ 0 ถึง 8 ซี่ จึงไม่ได้แปลว่า

"ต้องเป็นเนื้อแก่" แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าเป็นวัวอายุน้อยด้วย 
หากเนื้อล็อตนั้นมีรหัสเฉพาะอย่าง YG หรือ YP กำกับ ผู้ซื้อจะคาดเดาอายุได้แม่นกว่า

✨อัปเดตที่น่ารู้
 ปัจจุบันมีรหัส EQG (Eating Quality Graded) ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับเนื้อที่ผ่านระบบ MSA (Meat Standards Australia) ใช้แทนรหัสที่อิงจำนวนฟัน เพราะอุตสาหกรรมยอมรับว่าอายุจากฟันไม่ใช่ตัวทำนายความนุ่มได้ทั้งหมด ระบบ MSA จึงประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น สายพันธุ์ เพศ มาร์บลิง และกระบวนการแปรรูป แล้วบอกวิธีปรุงและระยะบ่มที่เหมาะสมกับเนื้อชิ้นนั้น

5 จุดสังเกตเนื้อวัวอายุมาก

ไม่มีจุดใดจุดเดียวที่ฟันธงอายุได้ ควรดูหลายอย่างประกอบกัน

  1. สีเนื้อแดงเข้ม กล้ามเนื้อของวัวอายุมากมีโปรตีนสีไมโอโกลบิน (Myoglobin) สะสมมากกว่า เนื้อจึงออกแดงอมน้ำตาลหรือแดงก่ำ แต่สีเนื้อยังได้รับอิทธิพลจากการจัดการก่อนเชือดและสภาพความเครียดของสัตว์ด้วย ไม่ใช่เรื่องอายุอย่างเดียว
  2. สีไขมันออกเหลือง เกิดจากเบต้าแคโรทีนในหญ้า แต่ปัจจัยหลักคือ อาหาร วัวเลี้ยงหญ้าไขมันมักเหลืองกว่า ส่วนวัวขุนด้วยธัญพืชไขมันจะขาวกว่า อายุและฤดูกาลมีผลบ้างแต่เป็นปัจจัยรอง ไขมันเหลืองจึงไม่ได้แปลว่าแก่หรือเสียเสมอไป ให้ใช้เป็นเพียงเบาะแสประกอบ
  3. เส้นใยกล้ามเนื้อหยาบ ลายเนื้อเป็นเส้นหนาแน่นกว่าเนื้อวัวอายุน้อย ทั้งนี้ส่วนของเนื้อก็มีผล เช่น สะโพกหรือไหล่ย่อมเส้นใยหนากว่าเนื้อสันใน
  4. สัมผัสแน่น เคี้ยวสู้ฟัน เพราะมีเยื่อเกี่ยวพันและคอลลาเจนมากกว่า
  5. รสชาติเข้มข้น เนื้อวัวอายุมากมักมีกลิ่นรสเนื้อเด่นกว่า หลายคนจึงชอบเป็นพิเศษเมื่อปรุงถูกวิธี

ความเหนียวไม่ได้มาจากอายุอย่างเดียว

งานวิจัยด้านเนื้อวัวชี้ว่าความเหนียวเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่ อายุสัตว์ การหดตัวของกล้ามเนื้อจากความเย็น (cold shortening) ความเครียดของสัตว์ที่ส่งผลต่อค่า pH การบ่มเนื้อ และสายพันธุ์

หลังเชือด กล้ามเนื้อจะเข้าสู่ภาวะเกร็งตัวที่เรียกว่า Rigor Mortis ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเหนียวที่สุด จึงยังไม่ควรนำมาปรุงทันที วิธีแก้คือ การบ่ม (Aging) ในห้องเย็นอุณหภูมิต่ำ เอนไซม์ธรรมชาติในเนื้อ (กลุ่มแคลเพน) จะค่อยๆ ย่อยโครงสร้างโปรตีน ทำให้เนื้อนุ่มขึ้น รายงานของ USDA ระบุว่าเนื้อวัวควรบ่มอย่างน้อยราว 14 วันจึงนุ่มสม่ำเสมอ

4 เทคนิค
เปลี่ยนเนื้อวัวอายุมากให้นุ่มละลายในปาก

1. ตัดแต่งและหั่นให้ถูกทิศ

  • เล็มเอ็นและพังผืดออก ลอกเยื่อหุ้ม (Silver skin) ออกก่อนปรุง
  • หั่นขวางลายเนื้อ (Across the Grain) และสไลซ์บาง สำหรับชาบู ปิ้งย่าง หรือผัดไฟแรง การตัดเส้นใยให้สั้นลงทำให้เคี้ยวง่ายขึ้นทันที

2. ซูวี (Sous-vide)

หลักคือ อุณหภูมิกำหนดความสุก เวลากำหนดความนุ่ม สำหรับเนื้อส่วนที่เหนียวแต่รสดีอย่างไหล่ (chuck) ตำราของ Douglas Baldwin แนะนำให้ใช้อุณหภูมิประมาณ 55–60 °C นาน 24–48 ชั่วโมง เพื่อให้คอลลาเจนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเจลาติน โดยเนื้อยังคงชุ่มฉ่ำและสีชมพู เวลาที่เหมาะสมต่างกันตามส่วนและความหนาของชิ้นเนื้อ จึงควรทดลองปรับ และเมื่อทำซูวีที่อุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน ควรใช้วัตถุดิบสด ควบคุมอุณหภูมิให้นิ่ง และแช่เย็นทันทีหากไม่เสิร์ฟต่อ

3. ตุ๋นหรือเคี่ยวไฟอ่อน (Braising / Slow Cooking)

ความร้อนต่ำ ความชื้น และเวลานาน ช่วยให้คอลลาเจนที่เหนียวที่สุดกลายเป็นความเปื่อยนุ่ม เหมาะกับสตูว์ เนื้อตุ๋น และเมนูน้ำแกง

4. บ่มแห้ง (Dry-Aging) ให้ได้รสชาติ ไม่ใช่ปุ่มเพิ่มความนุ่มทั้งหมด

การ Dry-Age ช่วยดึงความชื้นออกและทำให้กลิ่นรสเนื้อเข้มข้นขึ้น เกิดโน้ตแบบคั่ว อบ และถั่ว ที่เป็นเอกลักษณ์ของสเต็กสไตล์ Vintage Beef ที่ได้รับความนิยมในยุโรป แต่ข้อมูลทางวิชาการชี้ว่าความนุ่มส่วนใหญ่ได้มาตั้งแต่ช่วงแรก งานวิจัยของ Texas Tech พบว่าการบ่มเกิน 28 วันไม่ได้ทำให้เนื้อนุ่มขึ้นอีก และการบ่มนานตั้งแต่ 49 วันขึ้นไปอาจทำให้รสเสียมากกว่าได้ ดังนั้นเนื้อชิ้นที่ต้องการความนุ่ม ควรเลือกส่วนที่มีมาร์บลิงดีและบ่มในระยะที่เหมาะสม ส่วนการบ่มนานๆ เป็นเรื่องของรสชาติและความชอบส่วนบุคคล


แชร์โพสต์นี้
แท็ก